1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น (ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้นศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไปโดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การรวมตัว เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น วัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม เป็นต้น รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมา จนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆ ที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน ซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน อีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้ เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม รวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดี หรือไม่ได้รับความเชื่อถือ กลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไป นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ คือ กลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกัน อันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวกันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆ ของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่ม ซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จ และเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกัน ซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว ในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร การสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย ซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆ อาทิ มีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่น เป็นต้น(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้นรัญชริดา มะนุ่น 12590067
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) สมาชิกในกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy)5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มอภัสสร ปูชนียกุล 12590100
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้นชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(สิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) สมาชิกในกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy)5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่ม(ศุภิสรา นรินยา 12590717)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น (ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(ธนสิทธิ์ อาจอ่นศรี 12590036)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น (นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
1.การรวมตัว(Forming)เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด(Storming)เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน(Norming)หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ(Performing)ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม(Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohesiveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohesiveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(สิริกร ราชมณี 12590084)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น 4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ 5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น(คณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่ม(อารียา ปานทอง 12590109)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้นปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป
ตอบลบโดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.การรวมตัว เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น วัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม เป็นต้น รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
2.การระดมความคิด เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมา จนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆ ที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน ซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน อีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้ เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม รวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดี หรือไม่ได้รับความเชื่อถือ กลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไป นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ คือ กลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกัน อันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวกันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆ ของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่ม ซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จ และเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกัน ซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว ในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร การสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย ซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆ อาทิ มีการปรับโครงสร้างองค์กร หรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่น เป็นต้น
(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
รัญชริดา มะนุ่น 12590067
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) สมาชิกในกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy)
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่ม
อภัสสร ปูชนียกุล 12590100
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(สิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่ม รวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรง เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไป ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) สมาชิกในกลุ่มมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy)
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่ม
(ศุภิสรา นรินยา 12590717)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ตอบลบผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(ธนสิทธิ์ อาจอ่นศรี 12590036)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
1.การรวมตัว(Forming)เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด(Storming)เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน(Norming)หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ(Performing)ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม(Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohesiveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohesiveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(สิริกร ราชมณี 12590084)
1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายเช่นวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกลุ่มเป็นต้นรวมทั้งพยายามทำความรู้จักและตรวจสอบปฏิกิริยาโต้ตอบจากสมาชิกคนอื่นของกลุ่มเพื่อเป็นการประเมินเพื่อนร่วมงานใหม่ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจมีความไม่แน่นอนในเรื่องบทบาทของสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นเนื่องจากบ่อยครั้งที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นกับการตัดสินใจโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ตอบลบ2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกันซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าการทำงานในขั้นตอนนี้ภาวะความเป็นผู้นำกลุ่มอาจไม่ชัดเจนหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกอื่นหากไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเด็ดขาดจากองค์กรเนื่องจากสมาชิกแต่ละคนต่างมีความคิดเห็นส่วนตัวแตกต่างกันไปดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารกลุ่มคือการให้สมาชิกแต่ละคนรับฟังความคิดเห็นของกันและกันอีกทั้งพยายามก่อให้เกิดข้อสรุปที่กลุ่มสามารถยอมรับได้เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้และหากผู้นำที่ได้รับการมอบหมายไม่สามารถนำให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมไปได้ด้วยดีหรือไม่ได้รับความเชื่อถือกลุ่มมักจะมีการกำหนดหรืออุปโลกน์ให้เป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Leader) เพื่อนำพาการดำเนินงานของกลุ่มต่อไปนอกจากนี้สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือกลุ่มจะเริ่มมีการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานร่วมกันอันจะก่อให้เกิดแรงยึดเหนี่ยว (Cohe siveness) กันมากขึ้น
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Posis tive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
(คณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่ม
(อารียา ปานทอง 12590109)
ผู้บริหารจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่ม ระยะของพัฒนาการของกลุ่มจะมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด บทบาทการแสดง และการตัดสินใจของกลุ่มโดยรวมและสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปขั้นตอนในการพัฒนากลุ่มแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวมตัว (Forming) การระดมความคิด (Storming) การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming)การปฏิบัติการ (Performing) การสลายกลุ่ม (Adjouring)
ตอบลบ1.การรวมตัว (Forming) เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มซึ่งอาจมาจากแต่ละฝ่ายงานสมาชิกในกลุ่มอาจจะมีการประชุมวางแผนเพื่อที่จะประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
2.การระดมความคิด (Storming) เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มมีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาจนบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงในรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งความขัดแย้งดังที่กล่าวนี้อาจนำไปสู่การขัดแย้งอย่างรุนแรงรวมทั้งการแบ่งกลุ่มย่อยๆที่มีแนวความคิดสอดคล้องกัน
3.การกำหนดบรรทัดฐาน (Norming) หลังจากที่สามารถขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้แล้วสมาชิกในกลุ่มจะเริ่มมีความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยเข้าใจและยอมรับบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้
4.การปฏิบัติการ (Performing) ในขั้นตอนนี้บทบาทและหน้าที่ต่างๆของสมาชิกได้ถูกกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะมุ่งดำเนินงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทำงาน (Positive Synergy) จะเกิดขึ้นหากสมาชิกได้ทำตามบทบาทของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่จำเป็นที่ทุกกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจะสามารถดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้
5.การสลายกลุ่ม (Adjouring) หลังจากที่กลุ่มได้ดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสลายกลุ่มซึ่งสมาชิกอาจมีทั้งความรู้สึกยินดีในความสำเร็จและเสียใจต่อการสลายตัวของกลุ่มในขณะเดียวกันซึ่งการสลายกลุ่มนั้นอาจพบเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวในขณะที่กลุ่มที่มีการจัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวรการสลายตัวของกลุ่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยซึ่งมักจะเป็นกรณีพิเศษจริงๆอาทิมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือมีการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่นเป็นต้น
ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051